คำถาม – คำตอบเกี่ยวกับไวรัสคอมพิวเตอร์
ถาม : โปรแกรมป้องกันไวรัสคืออะไร

โปรแกรมป้องกันไวรัสที่ใดมาติดตั้งในคอมพิวเตอร์ของคุณหรือที่คุณซื้อและติดตั้งด้วยตัวเอง. ซึ่งจะช่วยป้องกันคอมพิวเตอร์ของคุณในการต่อต้านไวรัส เวิร์ม ม้าโทรจันและ invaders ที่ไม่พึงประสงค์อื่นๆที่สามารถทำให้คอมพิวเตอร์ของคุณใช้งานไม่ได้ หรือเกิดปัญหากับข้อมูลของคุณ


——————————————————————————–

ถาม : ทำไมฉันจึงควร Update Databases ของโปรแกรมป้องกันไวรัส
โปรดอัปเดทซอฟต์แวร์ป้องกันไวรัสเป็นประจำ และ Update Databases โดยการปรับปรุงเหล่านี้จะช่วยให้โปรแกรมสแกนไวรัส รู้จักกับไวัสใหม่ๆที่เกิดขึ้นได้ และทางสแกนไวรัส.comข้อแนะนำว่าควรใช้การสแกนแบบ full เพื่อให้ค้นหาไวรัส ได้ดีมากขึ้น โดยท่านสามารถติดต่อได้กับผู้แทนจำหน่ายที่ท่านซื้อมา

——————————————————————————–

ถาม : ถ้าฉันใช้ซอฟต์แวร์ป้องกันไวรัส, ฉันยังต้องการไฟร์วอลล์ หรือไม่
ใช่. คุณควรใช้ไฟร์วอลล์นอกเหนือซอฟต์แวร์ป้องกันไวรัสเพื่อช่วยปกป้องคอมพิวเตอร์ของคุณจาก ผู้อื่นที่ต้องการเข้ามาในเครื่องของท่าน

——————————————————————————–

ถาม : ฉันสามารถหาซอฟต์แวร์ป้องกันไวรัสได้จากที่ไหน
หากคุณไม่มีซอฟต์แวร์ป้องกันไวรัสติดตั้งไว คุณควรหาโปรแกรมดีซักตัวมาติดตั้งไว้ในเครื่องคุณซักตัว ไม่ว่าจะเป็นแบบฟรี หรือเสียเงินก็ตาม ได้ที่ http://สแกนไวรัส.com

——————————————————————————–

ถาม : ต้องการติดตั้งโปรแกรมใหม่ แต่กระบวนการติดตั้งจะบอกฉันเพื่อปิดซอฟต์แวร์ป้องกันไวรัสของฉัน. นั่นปลอดภัยหรือไม่
เมื่อคุณติดตั้งโปรแกรมใหม่คุณอาจต้องปิดการใช้งานซอฟต์แวร์ป้องกันไวรัสของคุณระหว่างการติดตั้ง. แล้วตรวจสอบว่าคุณเปิดซอฟต์แวร์ป้องกันไวรัสของคุณกลับไปอีกครั้งเมื่อคุณเสร็จสิ้น.

——————————————————————————–

ถาม : ฉันไม่ได้ใช้งาน internet ฉันสามารถปิดการใช้งานซอฟต์แวร์ป้องกันไวรัสได้หรือไม่
หากคุณจำเป็นต้องปิดการใช้งานการตั้งค่า ของโปรแกรมสแกนไวรัสเพื่อติดตั้งซอฟต์แวร์ใหม่หรือโปรแกรมอื่นๆ หรือด้วยเหตุผลอื่นๆ คุณควรเปิดใช้งานตลอดเวลา เพราะไวรัสอาจอยู่ในเครื่องคุณอยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องมาทาง internet ก็ได้
• “การเข้าใช้งาน” หรือ “แบบเรียลไทม์” ควรจะเปิดสแกนใช้งาน. จะเห็นไอคอนปรากฏในพื้นที่แจ้งเตือนของทาสก์บาร์เพื่อแสดงว่าการตั้งค่านี้จะมีการเปิดใช้ หากคุณคลิกที่ไอคอนคุณอาจจะเห็นรายละเอียดเกี่ยวกับการตั้งค่าซอฟต์แวร์ป้องกันไวรัส.
• ซอฟต์แวร์ป้องกันไวรัสควรตั้งค่าเพื่อดำเนินการตามกำหนดเวลาในการสแกนฮาร์ดดิสก์ของคุณ.
• ซอฟต์แวร์ป้องกันไวรัสควรกำหนดค่าให้สแกนอีเมล์ทุกฉบับ

——————————————————————————–

ถาม : ฉันจะรู้ได้อย่างไรว่าเครื่องติดไวรัส

ตอบ :เครื่องคอมพิวเตอร์ของคุณช้าลงหรือไม่

ใช้โปรแกรมอยู่ดีๆมันก็ปิดตัวลงไปเองหรือไม่

เครื่องค้างบ่อยๆหรือไม่

เครื่องของคุณทำงานหนักอยู่ตลอดเวลาหรือไม่

ข้อมูลหายไปโดยไม่ได้ลบหรือไม่

มีข้อความแปลกๆ ขึ้นมาหรือไม่

ข้อมูลบัญชีธนาคารของคุณและข้อมูลบัตรเครดิต่ถูกขโมยหรือไม่


——————————————————————————–

ถาม : มาลแวร์คืออะไร แล้วต่างอะไรจากไวรัสคอมพิวเตอร์ หนอนอินเทอร์เน็ต

ในอดีต คำว่า “ไวรัสคอมพิวเตอร์” เป็นนิยามของโปรแกรมที่คอยสร้างความปั่นป่วนในโลกของคอมพิวเตอร์ซึ่งรู้จักกันเป็นอย่างดี แต่เมื่อเวลาผ่านไป ไวรัสคอมพิวเตอร์ได้ถูกพัฒนารูปแบบ และเปลี่ยนแปลงเทคนิคในการแพร่กระจายรวมทั้งความรุนแรงไปจากคำนิยามเดิมของไวรัสคอมพิวเตอร์ ดังนั้นในปัจจุบันจึงได้มีการบัญญัติคำศัพท์ขึ้นใหม่ว่า “มาลแวร์ (Malware : Malicious Software)” ซึ่งหมายถึง “ซอฟต์แวร์ใดๆ ที่ถูกออกแบบขึ้นมา โดยมีจุดมุ่งหมายที่จะสร้างความเสียหายให้แก่เครื่องคอมพิวเตอร์ หรือระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ และมีความสามารถในการเคลื่อนที่จากเครื่องคอมพิวเตอร์เครื่องหนึ่งไปยังอีกเครื่องหนึ่ง หรือจากเครือข่ายหนึ่งไปยังอีกเครือข่ายหนึ่งได้” ที่ประกอบไปด้วย ไวรัสคอมพิวเตอร์ (Computer Virus) หนอนอินเทอร์เน็ต (Internet Worm) ม้าโทรจัน (Trojan Horse) และข่าวไวรัสหลอกลวง (Hoax) เป็น

——————————————————————————–

ถาม : ไวรัสคอมพิวเตอร์ต่างจากหนอนอินเทอร์เน็ตอย่าง

คำตอบ ไวรัสคอมพิวเตอร์นั้นต้องมีการฝังตัวไปกับไฟล์อื่น หรือต้องมีพาหะในการแพร่กระจาย เปรียบเสมือนไวรัสโรคไข้หวัดนกนั้นต้องอาศัยไก่เป็นพาหะในการแพร่เชื้อ แต่หนอนอินเทอร์เน็ตนั้นสามารถแพร่กระจายได้เองโดยไม่ต้องอาศัยพาหะ

——————————————————————————–

ถาม : โปรแกรมป้องกันไวรัสคืออะไร มีความสำคัญมากแค่ไหน

โปรแกรมป้องกันไวรัสคือตู้ยาประจำบ้าน, ถ้าเปรียบคอมพิวเตอร์เป็นบ้านของเรา และไวรัสคอมพิวเตอร์เป็นโรคร้ายที่คุกคามเราแล้ว โปรแกรมป้องกันไวรัสก็คือตู้ยาประจำบ้านที่ต้องมีติดบ้านไว้ เพื่อป้องกันรักษาผู้ที่อยู่ในบ้านซึ่งก็คือข้อมูลที่สำคัญของเรา และสำหรับโลกภายนอก หากมีการแพร่กระจายของโรคร้ายชนิดใหม่ที่ตู้ยาของเรายังไม่มียาใช้ป้องกันหรือรักษา เราก็จำเป็นต้องไปหายาชนิดนั้นมาเก็บไว้ คอมพิวเตอร์ก็เช่นเดียวกันเมื่อเครื่องของเราได้ติดตั้งโปรแกรมป้องกันไวรัสไม่ว่าจะเป็นฟรีแวร์ หรือแบบมีลิขสิทธิ์ ไปแล้ว สิ่งที่ต้องทำก็คือการอัพเดตโปรแกรมให้ทันสมัยอยู่เสมอนั่นเอง

——————————————————————————–

ถาม : โปรแกรมป้องกันไวรัสมีการทำงานอย่างไร

ก่อนจะตอบคำถามข้อนี้ได้ ต้องรู้ก่อนว่าโดยทั่วไปโปรแกรมป้องกันไวรัสมีสามหน้าที่หลัก ได้แก่ ป้องกันเครื่องคอมพิวเตอร์จากไวรัสคอมพิวเตอร์ที่บุกรุกเข้ามา ตรวจสอบภายในเครื่องว่ามีไวรัสคอมพิวเตอร์อยู่หรือไม่ และสุดท้ายกำจัดไวรัสคอมพิวเตอร์ที่ตรวจพบนั้น จากหน้าที่ทั้งสามพบว่าหัวใจหลักของโปรแกรมป้องกันไวรัสอยู่ที่การระบุข้อมูลว่าเป็นไวรัสคอมพิวเตอร์หรือไม่ คำถามข้อนี้จึงเปลี่ยนมาอยู่ที่ว่าการระบุข้อมูลว่าเป็นไวรัสคอมพิวเตอร์นั้นทำอย่างไร ซึ่งคำตอบมีอยู่หลากหลายตามเทคนิคที่ถูกพัฒนาขึ้น เช่น การตรวจหา (Scanning) ที่เปรียบเทียบไฟล์กับข้อมูลของไวรัสคอมพิวเตอร์ทีละไฟล์ หรือการดักจับ (Interception) ที่สร้างเหยื่อล่อให้ไวรัสแสดงตัวออกมาแล้วจึงระบุ เป็นต้น ข้อมูลเรื่องเทคนิคตรวจจับต่างๆ สามารถอ่านเพิ่มได้ที่เว็บ http://www.thaicert.org/paper/virus/antivirus1.php

——————————————————————————–

ถาม : โปรแกรมป้องกันไวรัสป้องกันได้แต่ไวรัสอย่างเดียวหรือไม่

โดยมากโปรแกรมป้องกันไวรัสสามารถป้องกันมาลแวร์อื่นนอกจากไวรัสคอมพิวเตอร์ได้ เนื่องจากมาลแวร์ที่แพร่กระจายอยู่ทุกวันนี้ไม่ได้มีแค่ไวรัสคอมพิวเตอร์อีกต่อไป แต่กลายเป็นส่วนผสมระหว่างไวรัสคอมพิวเตอร์ หนอนอินเทอร์เน็ต ม้าโทรจัน ทั้งยังมีเครื่องมือของแฮ็กเกอร์ต่างๆ ทำให้ผู้พัฒนาโปรแกรมป้องกันไวรัสส่วนใหญ่ต้องขยายการป้องกันและตรวจจับไปยังมาลแวร์ชนิดอื่นด้วย ถึงกระนั้นก็ใช่ว่าการติดตั้งโปรแกรมป้องกันไวรัสเพียงอย่างเดียวจะทำให้เครื่องคอมพิวเตอร์ปลอดภัยจากมาลแวร์ทุกชนิด ผู้ใช้ควรเพิ่มความปลอดภัยให้กับเครื่องคอมพิวเตอร์ของตนโดยการอัพเดตโปรแกรมต่างๆ ทางสแกนไวรัส.comข้อแนะนำว่าควรติดตั้งโปรแกรมไฟร์วอลล์ส่วนบุคคล หรือใช้โปรแกรมกำจัดสปายแวร์ เป็นต้น

——————————————————————————–

ถาม : โปรแกรมป้องกันไวรัสสามารถป้องกันไวรัสได้ 100% หรือไม่

ต้องพิจารณาจากปัจจัยต่อไปนี้
1. ระบบป้องกันไวรัสของโปรแกรมยังทำงานอยู่อย่างปกติ
2. ฐานข้อมูลไวรัสของโปรแกรมได้รับการปรับปรุงให้ทันสมัยตามบริษัทผู้ผลิตอย่างสม่ำเสมอ
3. บริษัทผู้พัฒนาโปรแกรมป้องกันไวรัสที่เลือกใช้ มีการเพิ่มข้อมูลไวรัสใหม่และปรับปรุงข้อมูลในฐานข้อมูลไวรัสอย่างสม่ำเสมอและฉับไวทันต่อเหตุการณ์โปรแกรมป้องกันไวรัสต้องมีครบทั้งสามข้อที่กล่าวจึงจะสามารถป้องกันไวรัสได้ 100% สำหรับสองข้อแรกเป็นสิ่งที่ผู้ใช้ทุกคนต้องตรวจสอบเองว่ามีหรือไม่ ส่วนข้อสุดท้ายผู้ใช้ต้องหาข้อมูลและพิจารณาว่าโปรแกรมป้องกันไวรัสที่เลือกใช้มีการเพิ่มข้อมูลไวรัสใหม่เร็วหรือช้าเพียงไร ทำให้เราปลอดภัยเพียงพอหรือไม่ หากไม่ผู้ใช้อาจทำการแจ้งไปทางบริษัทผู้ผลิตเพื่อหาทางปรับปรุง หรือไม่ก็เลือกใช้โปรแกรมป้องกันไวรัสอื่นแทน

——————————————————————————–

ถาม : เลือกซื้อโปรแกรมป้องกันไวรัสยี่ห้อไหนดี

ประเด็นหลักของการซื้ออยู่ที่การมีโปรแกรมป้องกันไวรัสเพื่อป้องกันเครื่องคอมพิวเตอร์จากไวรัส เพราะฉะนั้นจะเลือกซื้อโปรแกรมยี่ห้อใดก็ได้ แต่ควรมีสิ่งต่างๆ ต่อไปนี้
– การตรวจสอบไวรัสคอมพิวเตอร์ในเครื่องสามารถตั้งเวลาให้ทำงานเองตามที่กำหนดไว้
– ระบบป้องกันไวรัสคอมพิวเตอร์เมื่อมีการเปิดไฟล์ โฟลเดอร์ หรือดิสก์ไดรฟ์ต่างๆ ทั้งฮาร์ดดิสก์ ฟลอปปี้ดิสก์ ซีดี และสื่ออื่นๆ
– ความสามารถในการป้องกันไวรัสคอมพิวเตอร์จากการรับอี-เมล์ด้วยโปรแกรมอี-เมล์แบบติดตั้งบนเครื่อง หรือจากการดาวน์โหลดโปรแกรมต่างๆ จากระบบเครือข่าย
– การปรับปรุงฐานข้อมูลไวรัสมีอย่างสม่ำเสมอและรวดเร็วพอที่จะรับมือไวรัสคอมพิวเตอร์ชนิดใหม่ได้ทันท่วงที
– การกำจัดไวรัสคอมพิวเตอร์และซ่อมแซมระบบที่เสียหายเมื่อตรวจพบไวรัสคอมพิวเตอร์ในเครื่อง
ข้อมูลเหล่านี้สามารถหาได้จากเว็บไซต์ของบริษัทผู้พัฒนาโปรแกรมป้องกันไวรัสแต่ละยี่ห้อ เมื่อพิจารณาพบว่ามีสิ่งต่างๆ ข้างต้นแล้วจะเลือกใช้ยี่ห้อใดก็ขึ้นกับตัวผู้ใช้เอง

——————————————————————————–

ถาม : ถ้าต้องการติดตั้งโปรแกรมป้องกันไวรัส 2 ชนิด ลงในเครื่องเดียวกัน จะทำได้หรือไม่

คำตอบคือไม่แน่ โดยทั่วไปโปรแกรมป้องกันไวรัสจะมีการฝังตัวเข้าไปในส่วนต้นของฮาร์ดดิสก์ ซึ่งพฤติกรรมนี้จะคล้ายคลึงกับไวรัสบางประเภท นั่นแปลว่า ถ้าเราทำการติดตั้งโปรแกรมป้องกันไวรัสยี่ห้อที่สองลงในเครื่อง โปรแกรมป้องกันไวรัสยี่ห้อแรกก็อาจจะฟ้องได้ว่าโปรแกรมที่กำลังติดตั้งนั้นเป็นไวรัสแล้วกำจัดทิ้ง ทำให้ติดตั้งไม่สำเร็จ หรือหากทำการติดตั้งได้สำเร็จก็อาจมีปัญหาเมื่อเรียกใช้งานก็เป็นได้ และโดยทั่วไปการใช้โปรแกรมป้องกันไวรัสเพียงยี่ห้อเดียว แต่หมั่นอัพเดตให้ทันสมัยอยู่ตลอดก็ปลอดภัยในระดับหนึ่งแล้ว

——————————————————————————–

ถาม : ไฟร์วอลล์ส่วนบุคคลคืออะไร ต่างจากไฟร์วอลล์เครือข่ายอย่างไร

ไฟร์วอลล์ส่วนบุคคลคือโปรแกรมบนเครื่องคอมพิวเตอร์ที่คอยคุมการรับ-ส่งข้อมูลระหว่างเครื่องกับระบบเครือข่าย โดยอาศัยลักษณะต่างๆ ของข้อมูล เช่น โปรแกรมอะไรทำการส่งออกมา การรับ-ส่งอาศัยพอร์ทใด โปรโตคอลใด ข้อมูลจะส่งไปที่ใด เป็นต้น ตามที่ได้ระบุไว้ เพื่อพิจารณาทิ้งหรือปล่อยให้รับ-ส่งได้ แต่สำหรับไฟร์วอลล์เครือข่ายนั้นจะเป็นอุปกรณ์หรือโปรแกรมบนเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ทำการคุมการรับ-ส่งข้อมูลระหว่างระบบเครือข่ายภายในองค์กรกับระบบเครือข่ายอื่นภายนอก ดังนั้นถ้าเปรียบบ้านหนึ่งหลังเป็นคอมพิวเตอร์หนึ่งเครื่องแล้ว ไฟร์วอลล์ส่วนบุคคลจะเป็นเหมือนรั้วหรือกำแพงบ้าน และไฟร์วอลล์เครือข่ายก็คือกำแพงของหมู่บ้านนั้นนั่นเอง สแกนไวรัส.comข้อแนะนำว่าควรมีโปรแกรมสแกนไวรัสทีดี และหาไฟร์วอลล์ดีๆซักตัวมาลงในเครื่องเพื่อความปลอดภัยด้วย

——————————————————————————–

ถาม : ไฟร์วอลล์ส่วนบุคคลมีประโยชน์อย่างไร

เนื่องจากไฟร์วอลล์ส่วนบุคคลจะทำการกรองข้อมูลที่รับ-ส่งจากระบบเครือข่ายของเครื่องคอมพิวเตอร์ ดังนั้นประโยชน์ของไฟร์วอลล์ส่วนบุคคลก็คือการป้องกันข้อมูลที่ไม่พึงประสงค์ซึ่งอาจเป็นการบุกรุกจากระบบเครือข่ายเข้ามาที่เครื่องคอมพิวเตอร์ และอีกทางหนึ่ง ในกรณีที่เครื่องของผู้ใช้ติดไวรัสคอมพิวเตอร์หรือหนอนอินเทอร์เน็ตที่จะทำการส่งข้อมูลออกไปโจมตีระบบเครือข่าย ไฟร์วอลล์ส่วนบุคคลสามารถป้องกันไม่ให้การส่งข้อมูลนั้นทำได้สำเร็จ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นการที่ไฟร์วอลล์ส่วนบุคคลจะทำงานได้อย่างเหมาะสมหรือไม่นั้นขึ้นกับการกำหนดค่าการทำงานของผู้ใช้เองด้วย

——————————————————————————–

ถาม : ไฟร์วอลล์ส่วนบุคคลป้องกันมาลแวร์ได้หรือไม่

ในปัจจุบัน มาลแวร์หลายชนิดมีการแพร่กระจายตัวผ่านระบบเครือข่าย(หรือทางอินเทอร์เน็ต) โดยเฉพาะอย่างยิ่งพวกหนอนอินเทอร์เน็ตที่จะเจาะผ่านเข้ามาทางช่องโหว่ต่างๆ ซึ่งถ้าผู้ใช้ทำการตั้งค่าไฟร์วอลล์ส่วนบุคคลไว้อย่างเหมาะสม ข้อมูลของหนอนที่บุกรุกเข้ามาก็จะถูกกำจัดทิ้ง ทำให้เครื่องคอมพิวเตอร์รอดพ้นจากการโจมตี แต่ก็ใช่ว่าไฟร์วอลล์ส่วนบุคคลจที่ตั้งค่าอย่างเหมาะสมแล้ว จะป้องกันมาลแวร์ได้ทุกชนิด เพราะไฟร์วอลล์ส่วนบุคคลไม่ได้ถูกออกแบบมาให้ทำการป้องกันมาลแวร์โดยตรง ตัวอย่างมาลแวร์ที่ผ่านไฟร์วอลล์ส่วนบุคคลได้ เช่น หนอนอินเทอร์เน็ตบางชนิดที่ส่งตัวเองไปกับอี-เมล์ซึ่งเป็นบริการที่ปกติผู้ใช้เปิดไว้ ดังนั้นเมื่ออี-เมล์ของหนอนมาถึงเครื่องจึงผ่านไฟร์วอลล์ส่วนบุคคลเข้าสู่เครื่องและรอเวลาที่ผู้ใช้จะเปิดอ่านได้อย่างง่ายดาย เป็นต้น

——————————————————————————–

ถาม : ไฟร์วอลล์ส่วนบุคคลกับโปรแกรมป้องกันไวรัสติดตั้งอย่างไหนดีกว่ากัน

ต้องติดตั้งทั้งสองอย่าง เพราะโปรแกรมทั้งคู่ทำงานที่ต่างกัน โปรแกรมป้องกันไวรัสป้องกันในส่วนของมาลแวร์ต่างๆ ที่มาติดเครื่องโดยไม่สนว่ามาลแวร์นั้นจะเข้ามาทางใด แต่ไฟร์วอลล์ส่วนบุคคลจะสนใจที่ทางเข้าออกของเครื่องกับระบบเครือข่ายว่าข้อมูลที่เข้า-ออกนั้นเป็นไปตามที่กำหนดโดยไม่สนว่าข้อมูลนั้นเป็นมาลแวร์หรือไม่ ดังนั้นการที่จะทำให้เครื่องคอมพิวเตอร์ปลอดภัยจากการบุกรุกชนิดต่างๆ ได้จึงจำเป็นที่จะต้องมีทั้งคู่ รวมทั้งต้องมีการตั้งค่าที่เหมาะสม และทำการซ่อมแซมช่องโหว่ของโปรแกรมที่ใข้งานอยู่เสมอด้วย

——————————————————————————–

ถาม : ช่องโหว่คืออะไร ทำไมต้องทำการซ่อมแซมช่องโหว่

“ช่องโหว่ (Vulnerability)” ก่อน ช่องโหว่หรือ Vulnerability นั้นหมายถึง “ความอ่อนแอในระบบซึ่งยอมให้เกิดการกระทำที่ไม่ได้รับอนุญาตได้” ซึ่งถ้ามีการเปรียบเทียบเครื่องคอมพิวเตอร์เป็นบ้านที่เราอาศัยอยู่ ต่อมาไม่นานบ้านของเราเกิดความสึกหรอ เช่น กำแพงทะลุ หรือกระจกแตก เป็นต้น เมื่อเหล่ามิจฉาชีพที่เปรียบได้กับแฮกเกอร์หรือไวรัสต่างๆ เห็นช่องโหว่นั้นเข้าก็อยากที่จะเข้ามาในบ้านของเรา ด้วยเหตุนี้เองเราจึงต้องทำการอุดรูรั่วหรือช่องโหว่อาจจะโดยการโบกปูนปิดรอยรั่ว หรือเปลี่ยนกระจกใหม่ เป็นต้น แต่ในทางคอมพิวเตอร์นั้นการอุดรูรั่วหมายถึงการติดตั้งโปรแกรมเพื่อทำให้เครื่องคอมพิวเตอร์มีความแข็งแกร่งมากขึ้น โปรแกรมดังกล่าวก็คือ “โปรแกรมซ่อมแซมช่องโหว่ หรือ Patch” นั่นเอง

——————————————————————————–

ถาม : วิธีป้องกันไวรัสคอมพิวเตอร์
ใครที่ไม่อยากให้คอมพิวเตอร์โดนไวรัสเล่นงาน วันนี้มีวิธีป้องกันไวรัสคอมพิวเตอร์มาบอก…

– ควรติดตั้งซอฟแวร์ป้องกันไวรัสที่เชื่อถือได้ และสามารถอัพเดทฐานข้อมูลไวรัสและเครื่องมือได้ตลอด เพราะจะทำให้สามารถดักจับและจัดการกับไวรัสตัวใหม่ ๆ ได้อย่างรวดเร็ว

– อย่าตั้งค่าให้โปรแกรมอีเมลเปิดไฟล์ที่แนบมาโดยอัตโนมัติ ควรจะต้องตรวจสอบก่อนดาวน์โหลดหรือเปิดไฟล์ขึ้นมา

– สแกนไฟล์แนบท้ายของอีเมลทุกฉบับ หรือแม้แต่อีเมลจากคนรู้จัก

– ตั้งค่าระบบป้องกันให้ทำงานทันทีที่เริ่มเปิดคอมพิวเตอร์ใช้งาน

– อัพเดทซอฟต์แวร์ป้องกันไวรัสอย่างสม่ำเสมอ ถ้าเป็นไปได้ควรอัพเดททุกครั้งที่ออนไลน์ เพราะจะมีไวรัสสายพันธุ์ใหม่เกิดขึ้นทุกวัน

– อย่าดาวน์โหลดโปรแกรมจากเว็บไซต์ที่ไม่น่าเชื่อถือ เพราะอาจได้ไวรัสแถมมาด้วย แต่หากต้องการดาวน์โหลดจริง ๆ ก็ให้สร้างโฟลเดอร์เฉพาะไว้ต่างหาก และสแกนหาไวรัสก่อนเปิดใช้งาน

– ควรสแกนแฟตไดร์ก่อนใช้งานทุกครั้ง เพราะแฟตไดร์เป็นพาหะในการนำข้อมูลจากพีซีเครื่องหนึ่งมาใส่ในอีกเครื่อง

——————————————————————————–
ถาม : ทำไมต้องใช้ซอฟต์แวร์ป้องกันไวรัส?
คอมพิวเตอร์ไม่มีการป้องกันโดยตัวของมันเอง การป้องกันของคอมพิวเตอร์ในปัจจุบันระบบปฏิบัติ ในค่ายต่างๆเองก็ไม่มีระบบป้องกันไวรัสอย่างเต็มรูปแบบ ทุกๆปีมีหลายร้อย หลายพันไวรัส, โทรจันเวิร์มและมัลแวร์อื่นๆ, ปล่อยเข้าสู่โลกเทคโนโลยีสารสนเทศ เพื่อที่จะทำอันตรายต่อคอมพิวเตอร์ของคุณ และโดยคุณจะไม่ทราบว่า ว่าคุณเป็นได้กลายเป็นเหยื่อโดยไม่รู้ตัว

โปรแกรมป้องกันไวรัสที่ดีที่สุดจะหยุดไวรัสก่อนที่จะเคยเข้าถึงข้อมูล หรือฮาร์ดดิสก์ของคุณและทำให้คอมพิวเตอร์ของคุณปลอดภัย จาการศึกษาศึกษาพบว่ากว่า 80% ของคอมพิวเตอร์ตามบ้านมีสปายแวร์ ที่ติดตั้งอยู่ในคอมพิวเตอร์ของพวกเขา และผู้ใช้ไม่ทราบมันว่ามันอยู่กับคุณนานแล้ว และใช้เครื่องของคุณเป็นแหล่งในการขยาย และส่งต่อไปให้เพื่อน ญาติ และคนที่ผู้รู้จักโดยไม่รู้ตัว

สปายแวร์ ก็เป็นอีกหนึ่งตัวการสำคัญในขณะที่คุณท่องอินเทอร์เน็ต ใช้งานอีเมล หรือโอนเงินในบัญชีธนาคาร โปรแกรมสปายแวรที่อยู่ในเครื่องคุณจะรายงานกลับสู้ฐานที่มั่นของสปายแวร์ โดยไปพร้อมกับข้อมูลส่วนบุคคลของคุณ.

Rootkits ประเภทสปายแวร์. ในกรณีนี้เป็นแฮกเกอร์จะควบคุมคอมพิวเตอร์ของคุณโดยที่คุณไม่ต้องรู้และใช้ฮาร์ดดิสก์ของคุณและยังรู้ที่อยู่ IP ของคุณ สปายแวร์ประเภทนี้เป็นสิ่งที่ยากในการตรวจสอบ แต่หากท่านมีซอฟต์แวร์ป้องกันไวรัสที่ดี โปรแกรมจะตรวจสอบอันตรายทันที ที่ดาวน์โหลดและลบมันทิ้งก่อนที่มันจะเข้าสู่เครื่องของคุณ

ถาม : คุณสมบัติโปรกรมสแกนไวรัสที่ดีช่วยมีลักษณะดังนี้

– โปรแกรมสแกนไวรัสควรใช้งานง่าย ไม่ว่าจะเป็นผู้ที่ไม่มีความรู้ทางด้านคอมพิวเตอร์มากนัก หรือมีประสบการณ์ ก็ควรที่จะใช้เวลาทำความเข้าใจไม่นาน

– โปรแกรมสแกนไวรัส์ที่ดีควรหาและระบุภัยคุกคามจากไวรัส แยกไฟล์ที่ติดเชื้อ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ หรือควรมีการรายงานให้เข้าใจได้โดยง่าย

– โปรแกรมสแกนไวรัสควรจะสะดวกในการกำหนดค่าที่คุณต้องการใช้อินเตอร์เฟส และเปิดการใช้งานคุณสมบัติที่ดี ที่เครื่องคอมพิวเตอร์ทั่วไปควรได้รับ

– โปรแกรมสแกนไวรัสควรป้องกันไวรัสที่ดี คือเพียงสแกนไวรัส.comข้อแนะนำว่าคุณติดตั้งก็สามารถป้องกันได้โดยทันที หรือแม้ขณะที่คอมพิวเตอร์นั้นมีไวรัสอยู่แล้ว ก็ต้องติดตั้งได้

– โปรแกรมสแกนไวรัส ควรที่จะระบุไฟล์ที่ติดเชื้อได้อย่างรวดเร็วผ่านการสแกนแบบเรียลไทม์, ค้นหาไวรัสในแหล่งรวมอีเมล, ค้นหาไวรัสในข้อความเว็บเบราส์ script ต่างๆ ฯลฯ โดยทั้งหมดต้องสแกนได้อย่างรวดเร็ว

– ซอฟต์แวร์ป้องกันไวรัสที่ดี ไม่ควรจะมีการแทรกแซงในขณะที่คุณเล่นเกม หรือทำงานต่างๆ ทำให้เครื่องช้าลงมาก

– โปรแกรมที่ดีนั้นมีเครื่องมือสแกนพื้นฐานที่ใช้สแกนอยู่แล้ว ควรมีการสแกนแบบเรียลไทม์และขั้นสูงเพิ่มเติม heuristic สแกนและสคริปต์บล็อก ตั้งเวลาในการสแกนด้วย.

– โปรแกรมสแกนไวรัสที่ดีควรมีการป้องกันหลายแบบ และต้องไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม นั้นคือ Firewall, Banner Ad Block, Parental Control, AntiSpyware, antimalware, rootkit

– โปรแกรมสแกนไวรัสควรควรมี ทั้งการสนับสนุนทางอีเมลออนไลน์หรือสนทนาทางโทรศัพท์.

– ควรมีแหล่งข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับไวรัสคอมพิวเตอร์ ขอแนะนำให้คุณอ่านบทความเหล่านี้ได้

– และที่สำคัญที่สุดคือการ update ฐานข้อมูลไวรัสใหม่แบบเรียลไทม์ และกำจัดไวรัสได้อย่างดี